วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

3. หลุมศพยุ่นขุนยวม กองกระดูกแห่งรัก

หลุมศพยุ่นขุนยวมกองกระดูกแห่งรัก

สิ้นสงครามโลกครั้งที่2 ไปนานแล้ว แต่เศษซากสงครามยังพบอยู่เนืองๆ

พื้นที่ หมู่ 1 ตำบลขุนยวม อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสถานที่ที่ทหารญี่ปุ่นเข้ามาพักพิง ตั้งค่ายขนาดใหญ่ เพื่อลำเลียงเสบียง และกองกำลังผ่านไปยังพม่า และเข้าไปประเทศอินเดีย

ภารกิจเบื้องต้น คือปลดปล่อยพม่าและอินเดียจากอังกฤษ

แต่เมื่อความ ฝันกับความจริงวิ่งสวนทางกัน ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายแพ้สงคราม จำต้องถอนทหารจากอินเดียและพม่า เหล่าทหารหาญถอยร่นกลับมาไทย เพื่อลงเรือกลับประเทศ แต่จุดหมายปลายฝันบางคนสำเร็จ บางคนก็ได้เพียงหวัง เพราะเส้นทางที่บุกบั่นเข้าไปนับว่ายากแล้ว แต่การย้อนกลับทางเดิมกลับยิ่งยากกว่า


ระหว่างทางถูกกระสุนปืนฝ่าย อังกฤษไล่ล่า ซ้ำร้ายโรคภัยต่างๆคุกคามอย่างหนัก ด้วยเหตุนี้เอง พื้นที่หมู่ 1 ของตำบลขุนยวมจึงกลายเป็นที่รองรับทหารบาดเจ็บ และศพทหารที่ถูกฆ่า แหล่งพักพิงจึงกลายเป็นสุสานอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง 

นายมาโคโตะ อิเซดะ เลขาธิการชมรมมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น บอกว่า ในพื้นที่ประมาณ 25 ไร่ ของหมู่ 1 ตำบลขุนยวม มีแหล่งฝังศพถึง 30 แห่ง เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุขญี่ปุ่นที่จะเข้ามาขุดค้น และตอนนี้ทางชมรมฯได้ประสานไปยังสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยแล้ว และสถานทูตบอกว่า อยากจะทำให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อจะได้ใช้พื้นที่เหล่านั้นได้

"เมื่อขุดกระดูกทหารได้แล้ว ถ้าพิสูจน์ทราบว่าเป็นกระดูกของใคร ก็จะส่งกระดูกให้ญาติมารับไป ถ้าไม่ทราบก็จะนำกลับไปเผาที่ประเทศญี่ปุ่นต่อไป" นายมาโคโตะบอก

การ ฝังทหารญี่ปุ่น ศ.นพ.ณรงค์ นิ่มสกุล ประธานชมรมมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่น บอกว่า ถ้าเป็นนายทหารจะฝังเดี่ยว พร้อมระบุชื่อ ยศ ส่วนพลทหารจะฝังรวมกัน ซึ่งเรื่องที่จะพิสูจน์ให้ทราบว่าใครเป็นใครนั้น เจ้าหน้าที่ ของญี่ปุ่นจะเป็นผู้กระทำ

ยอดทหารที่เสียชีวิตและฝังไว้ "คิดว่าประมาณ 25,000 หรือ 30,000 คน" ศ.นพ.ณรงค์บอก

และ อธิบายเสริมว่า "พื้นที่ตรงนี้เป็นที่ตั้งไว้สำหรับส่งกองกำลังบำรุง เพื่อส่งอาหารที่จะยกพลขึ้นไปพม่า อินเดีย ส่วนอีกทางหนึ่งไปทางเมืองกาญจน์ แต่เมื่อเจอระเบิดปรมาณูแพ้สงคราม ทหารญี่ปุ่นก็หนีเข้ามา เพราะเป็นเส้นทางที่สั้นที่สุด ทหารเหล่านั้นถูกยิงบาดเจ็บมาก แต่ไม่มีการรักษาเท่าที่ควร แถมยังเจอไข้ป่าอีก จึงล้มตายเป็นจำนวนมาก"

ร่องรอยหลุมศพ "ตอนนี้ชาวบ้านที่แต่งงานกับทหารญี่ปุ่น ยังมีเหลืออยู่สองสามคน เขารู้ว่าฝังศพไว้ที่ไหนบ้าง โดยเฉพาะที่วัดห้วยต่อ ตอนนั้นเขาต้องใช้วัดเป็นโรงพยาบาล ทหารญี่ปุ่นหนี กลับมา แล้วก็มาตายกันที่นั่น"

ด้านนายศักดิ์ชัย สุภาษา นายกเทศมนตรีตำบลขุนยวม เล่าเรื่องการตายของทหารญี่ปุ่นว่า "เขาตายกันวันละร้อยคน เมื่อหนีการสู้รบกลับมา เขาจะเอาผู้บาดเจ็บและเป็นไข้หนักๆมาเรียงกันบนศาลาเก่าๆ คนไหนที่ไม่ไหวแล้วเขาก็กากบาทเท้าไว้ คิดว่าต้องตายแน่ๆ เพราะยาหาลำบาก"

สำหรับ หัวหน้าใหญ่ "พวกพันธมิตรเอาขึ้นเครื่องบินไป เหลือแต่ พวกพลทหารหลายหมื่นคน หนีมาถึงต้องอยู่บนวัดอย่างเดียว ทั้งด้านบน ด้านล่าง หมอก็รักษากันไป ชาวบ้านทราบข่าวก็นำเอาข้าวของและผลไม้ มาให้ พวกทหารญี่ปุ่นเขาชอบช่วยเหลือชาวบ้านเพื่อแลกกับอาหารการกิน ทหารญี่ปุ่นจะถือมากว่า ห้ามไปขอเขากิน หรือไปเบียดเบียนใคร ต้องให้ ชาวบ้านให้ด้วยความสมัครใจ ชาวบ้านก็เลยรัก"

ทหารที่รอดชีวิต "เขาส่งกลับญี่ปุ่นเป็นหมื่น แต่คนป่วยที่เขาไม่ได้เอาไปจริงๆมีอยู่สี่ห้าคน เขาคิดว่าตายแน่ๆ ชาวบ้านเอายาให้กินด้วยความสงสาร เราจะปล่อยให้เขาตายต่อหน้าต่อตาได้ยังไงล่ะ เมื่อเขารอดขึ้นมา ก็แต่งงานกับชาวบ้าน เมื่อทางการรู้ก็เข้ามาจับไปอีก ตอนนี้ก็เหลือแต่ลูกๆหลานๆ และมีเมียทหารญี่ปุ่น"

สำหรับความเป็น อยู่ของทหารญี่ปุ่น นายแพทย์ณรงค์เล่าว่า ทหารญี่ปุ่นจะทำงานหนัก มีหน่วยสร้างทางเข้าไปยังพม่า เมื่อว่างเว้นจากหน้าที่การงาน มักเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้าน ซ่อมเครื่องมือ ของใช้ และเครื่องยนต์ กลไกต่างๆของชาวบ้าน

"ทหารญี่ปุ่นจะไม่ทำร้ายชาวบ้าน มีอะไรจะช่วยเหลือ" นายแพทย์ ณรงค์บอก

พร้อม ชี้ชวนให้ดูภาพถ่าย ซึ่งเป็นภาพสาวชาวบ้าน นำเอากล้วยไปขายให้กับทหารญี่ปุ่น อาจเพราะความไมตรีต่อกันนี้เอง สาวไทยหลายคนจึงรับบทเป็นอังศุมาลินให้กับทหารแดนปลาดิบ


สะใภ้ญี่ปุ่นคนหนึ่งที่ยังมีชีวิตอยู่คือยายแก้ว

นิยายรักระหว่างยายแก้วกับทหารญี่ปุ่น เศร้าไม่น้อยไปกว่า โกโบริกับอังศุมาลิน ในนวนิยายของทมยันตี เมื่อสิ้นสงคราม ป้าแก้วอยู่กินกับทหารญี่ปุ่นอย่างเป็นสุข แต่เพราะอำนาจของการเมืองเบื้องบน เมื่อทางการทราบว่าทหารญี่ปุ่นเหลืออยู่ จึงเข้ามาจับตัวมาขังไว้ที่กรุงเทพฯ เพราะสามีของยายแก้วหนี จึงถูกยิงตาย

ปัจจุบัน ยายแก้ว วัย 81 ปี ยังร้องเพลงญี่ปุ่นได้ และแน่นอน ยังมีความทรงจำเก่าๆเรื่องทหารญี่ปุ่นได้อย่างแจ่มชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องสามีของยาย

สำหรับพื้นที่ที่จะสร้างอนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่นนี้ ศ.นพ.ณรงค์ นิ่มสกุล บอกว่า เมื่อ 12 ปีที่แล้ว ชาวบ้านได้ทำพิพิธภัณฑ์ทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามไว้แล้ว เพื่อเก็บข้าวของต่างๆของทหาร

ต่อ มา "ผมในฐานะเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น เราคิดว่าน่าจะทำประโยชน์กับบ้านเมืองเรา จึงอยากจะสร้างให้เป็นสถานที่ที่คนญี่ปุ่นทุกคนที่มาเมืองไทยจะต้องมาเที่ยว เพื่อเคารพบรรพบุรุษของเขา   และมาด้วยความสบายใจ"

และบอกว่า "ที่จังหวัดกาญจนบุรี คนญี่ปุ่นไม่ค่อยชอบไป เพราะว่าเวลาไป เวลาอธิบาย เขาเหมือนเป็นผู้ร้ายตลอดกาล แต่ที่นี่ต่างกัน เพราะทหารญี่ปุ่นเขาเข้ามามีความสัมพันธ์อันดีกับชาวบ้าน ไม่มีการทำร้ายกัน" นพ.ณรงค์กล่าว

พร้อมเผยความฝันว่า อยากจะพัฒนาให้เป็นเมืองท่องเที่ยวแบบญี่ปุ่น เพราะที่อำเภอปายเป็นฝรั่งไปแล้ว ชมรมจะตั้งอนุสรณ์สถานมิตรภาพไทย-ญี่ปุ่นให้เสร็จภายใน 3 ปี โดยพัฒนาพื้นที่ทั้งหมด 25 ไร่ กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สมบูรณ์ โดยนำเอาระบบไฮเทคเข้ามาใช้เต็มรูปแบบ

ในอาคารที่จะสร้างจะมีข้าวของ เครื่องใช้ของทหารญี่ปุ่นไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า รถยนต์ กล้องถ่ายรูป เครื่องกรองน้ำ เครื่องดับเพลิง และหีบ

ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี "อาจจะมองหาพื้นที่ใกล้เคียงกันไม่น้อยกว่า 100 ไร่ สร้างเป็นเมืองญี่ปุ่นขนาดเล็ก เพื่อเนรมิต Little Japan ขึ้นในเมืองไทย ทั้งนี้ เพราะขุนยวมมีสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม และเอื้อต่อการจำลองเมืองญี่ปุ่น"

ทางด้านนายศักดิ์ชัย สุภาษา นายกเทศมนตรีตำบลขุนยวม ย้ำเรื่องสร้อยสัมพันธ์ระหว่างทหารญี่ปุ่นกับชาวบ้านว่า ชาวบ้านรู้จักทหารญี่ปุ่นด้วยดี เมื่อเลิกสู้รบแล้ว ก็ออกช่วยชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเกี่ยวข้าว ซ่อมเครื่องมือของใช้ ทำให้เกิดความรัก ความผูกพันระหว่างกัน

จนกระทั่งสุดท้าย รัฐบาลไทยสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ส่งคนมาไล่จับทหารที่เหลือไป ชาวบ้านก็ร้องไห้ด้วยความสงสาร

กอง กระดูกทหารญี่ปุ่นนับ 10,000 ร่างกำลังจะถูกขุดค้น แม้จะไม่ทราบชัดว่าชื่ออะไรทั้งหมด แต่เมื่อเจ้าของกระดูกเคยทำความดีฝากไว้ก่อนสิ้นลม

นับนานเพียงใด มิตรภาพระหว่างชาติพันธุ์ของตนเอง กับเจ้าของแผ่นดินก็ยังสาดฉาย.

นสพ.ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 15 พฤษภาคม 2552, 19:22 น.

2. เงา : อดีตจากป่า, คนแปลกหน้าที่ขุนยวม




สารคดี เรื่อง เงา : อดีตจากป่า, คนแปลกหน้าที่ขุนยวม

เริ่มจาก เงา : อดีตจากป่า, คนแปลกหน้าที่ขุนยวม (ศุภร ชูทรงเดช/นุชจรี ใจเก่ง/ศิริลักษณ์ กัณฑ์ศรี) 
         เรื่องเล่าของทหารญี่ปุ่นสมัยปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของอำเภอขุนยวม  ทหารญี่ปุ่นซึ่งซมซานหนีข้ามมาจากพม่า มาตั้งค่ายอยู่ในลานวัด และเริ่มผูกสัมพันธ์กับชาวบ้านทีละน้อย  จากความน่าสะพรึงของทหารต่างชาติที่โหดเหี้ยมถูกถอดรูปออกจนเหลือแต่มนุษย์ พลัดถิ่นพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ กับชาวพื้นเมืองจิตใจอารี และช่วงเวลาสงบงดงามที่พวกเขาอยู่ร่วมกันราวกับไม่เคยมีสงครามมาก่อน  เรื่องทั้งหมดเล่าผ่านปากของบรรดาพ่อเฒ่าแม่แก่ ทั้งคนไทย คนม้ง คนเมือง คนไทใหญ่ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในอาณาบริเวณหมู่บ้านนั้น  ความทรงจำที่แต่ละคนมีต่อเหล่าทหารญี่ปุ่นซึ่งไม่ใช่ยักษ์ใช่มารแต่เป็น มนุษย์เหมือน ๆ กัน ความทรงจำที่ถูกคัดทิ้งออกจากหน้าประวัติศาสตร์ ความทรงจำที่อาจจะตายไปพร้อมกับบรรดาพ่อเฒ่าแม่เฒ่าเหล่านั้น ความทรงจำที่เหลือเพียงเพลงไม่รู้ความหมายที่นายทหารเคยสอนแม่เฒ่าร้องเล่น และยังคงกระจ่างชัดอยู่ในความทรงจำ


        แม้ตัวสารคดีเองอาจจะเป็นเพียงสารคดีบอกเล่าตรงไปตรงมา ตัดสลับระหว่างบทสัมภาษณ์ชาวบ้านจำนวนมากเข้ากับฟุตเทจหนังข่าวเก่า ๆ กับภาพของพื้นที่ในปัจจุบันขณะ ตามแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในสารคดีที่สร้างฉายทางโทรทัศน์ (และคุณภาพของตัวสารคดีก็สามารถออกฉายทางโทรทัศน์ได้อย่างไม่น้อยหน้าใครเลย ทีเดียว)  แต่การที่ตัวสารคดีเล่นกับประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่เล็กจ้อย และกดประวัติศาสตร์ให้เป็นเพียงส่วนประกอบในความทรงจำที่คนในหมู่บ้านมีต่อ ทหารญี่ปุ่น ทำให้สารคดีเรื่องนี้ไปไกลกว่าการเป็นสารคดีทึ่มทื่อที่มุ่งเล่าเรื่องอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่เพียงถ่ายเดียว


ดังนั้น แทนที่จะมุ่งตามหาที่มาที่ไปของบรรดาทหารญี่ปุ่นในเมืองไทย หนังกลับพุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์ ที่ข้ามพ้นพรมแดนทางกายภาพหรือภาษา หรือแม้แต่สงคราม (ซึ่งแน่นอนนั่นคือสิ่งที่ประวัติศาสตร์จะไม่เสียเวลามาจดจำ)  อันที่จริงหนังปูไว้ตั้งแต่ฉากต้น ๆ เริ่มจากการสำรวจชีวิตชาวบ้านในขุนยวมที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งกะเหรี่ยง ไทใหญ่ หรือม้ง ก่อนที่จะพาเราเข้าสู่เรื่องของทหารญี่ปุ่น การกลายเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านกลางหุบเขา  ประวัติศาสตร์ส่วนท้องถิ่นเหล่านี้บ่อยครั้งไม่ถูกจดจำไว้ เป็นเพียงตำนานเล่าต่อกันผ่านปากของชาวบ้าน แต่ในที่สุดหนังก็แสดงภาพขยายว่ามันกำลังจะถูกนำมา“ขาย” ด้วยคนรุ่นต่อ ๆ มาที่พยายามจะเปลี่ยนขุนยวมให้เป็นเมืองจำลองของทหารญี่ปุ่นไปเสียฉิบ  ความขัดแย้งที่ผุดโผล่ขึ้นมาในตอนท้ายเรื่องจึงสะท้อนภาพการรับรู้ประวัติ ศาสตร์อันบิดเบือนไปได้อย่างทั้งน่าขันและน่าเศร้า  มันสะท้อนภาพเศร้าเกี่ยวกับว่า สำหรับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลแล้วนอกจากจะไม่ถูกจดจำมันยังถูกบิดเบือนให้ กลายเป็นอื่น กลายเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวของคนจากที่อื่น ไม่มีใครจดจำหญิงชาวบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่กินกับทหารญี่ปุ่นแล้วถูกริบ คืนสามีไปสังเวยการแพ้สงคราม หรือไม่มีใครจดจำเพลงที่ทหารญี่ปุ่นเคยสอนหญิงชาวบ้านร้องเล่นกันในคืนเดือน หงาย เพลงที่เธอก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร แต่ยังคงร้องเล่นได้และคงตายไปพร้อมกัน  ไม่มีที่ทางสำหรับประวัติศาสตร์ของคนเล็กคนน้อยเหล่านี้แต่อย่างใด

จาก คอลัมน์ บทความ โลกศิลปะวัฒนธรรม วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา