สารคดี เรื่อง เงา : อดีตจากป่า, คนแปลกหน้าที่ขุนยวม
เรื่องเล่าของทหารญี่ปุ่นสมัยปลายสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ของอำเภอขุนยวม ทหารญี่ปุ่นซึ่งซมซานหนีข้ามมาจากพม่า มาตั้งค่ายอยู่ในลานวัด และเริ่มผูกสัมพันธ์กับชาวบ้านทีละน้อย จากความน่าสะพรึงของทหารต่างชาติที่โหดเหี้ยมถูกถอดรูปออกจนเหลือแต่มนุษย์ พลัดถิ่นพูดภาษาท้องถิ่นไม่ได้ กับชาวพื้นเมืองจิตใจอารี และช่วงเวลาสงบงดงามที่พวกเขาอยู่ร่วมกันราวกับไม่เคยมีสงครามมาก่อน เรื่องทั้งหมดเล่าผ่านปากของบรรดาพ่อเฒ่าแม่แก่ ทั้งคนไทย คนม้ง คนเมือง คนไทใหญ่ ที่อาศัยอยู่ร่วมกันในอาณาบริเวณหมู่บ้านนั้น ความทรงจำที่แต่ละคนมีต่อเหล่าทหารญี่ปุ่นซึ่งไม่ใช่ยักษ์ใช่มารแต่เป็น มนุษย์เหมือน ๆ กัน ความทรงจำที่ถูกคัดทิ้งออกจากหน้าประวัติศาสตร์ ความทรงจำที่อาจจะตายไปพร้อมกับบรรดาพ่อเฒ่าแม่เฒ่าเหล่านั้น ความทรงจำที่เหลือเพียงเพลงไม่รู้ความหมายที่นายทหารเคยสอนแม่เฒ่าร้องเล่น และยังคงกระจ่างชัดอยู่ในความทรงจำ
แม้ตัวสารคดีเองอาจจะเป็นเพียงสารคดีบอกเล่าตรงไปตรงมา ตัดสลับระหว่างบทสัมภาษณ์ชาวบ้านจำนวนมากเข้ากับฟุตเทจหนังข่าวเก่า ๆ กับภาพของพื้นที่ในปัจจุบันขณะ ตามแบบที่พบเห็นได้ทั่วไปในสารคดีที่สร้างฉายทางโทรทัศน์ (และคุณภาพของตัวสารคดีก็สามารถออกฉายทางโทรทัศน์ได้อย่างไม่น้อยหน้าใครเลย ทีเดียว) แต่การที่ตัวสารคดีเล่นกับประเด็นทางประวัติศาสตร์ที่เล็กจ้อย และกดประวัติศาสตร์ให้เป็นเพียงส่วนประกอบในความทรงจำที่คนในหมู่บ้านมีต่อ ทหารญี่ปุ่น ทำให้สารคดีเรื่องนี้ไปไกลกว่าการเป็นสารคดีทึ่มทื่อที่มุ่งเล่าเรื่องอะไร ที่ไหน อย่างไร แต่เพียงถ่ายเดียว
ดังนั้น แทนที่จะมุ่งตามหาที่มาที่ไปของบรรดาทหารญี่ปุ่นในเมืองไทย หนังกลับพุ่งเป้าไปที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์กับมนุษย์ ที่ข้ามพ้นพรมแดนทางกายภาพหรือภาษา หรือแม้แต่สงคราม (ซึ่งแน่นอนนั่นคือสิ่งที่ประวัติศาสตร์จะไม่เสียเวลามาจดจำ) อันที่จริงหนังปูไว้ตั้งแต่ฉากต้น ๆ เริ่มจากการสำรวจชีวิตชาวบ้านในขุนยวมที่ประกอบด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ ทั้งกะเหรี่ยง ไทใหญ่ หรือม้ง ก่อนที่จะพาเราเข้าสู่เรื่องของทหารญี่ปุ่น การกลายเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านกลางหุบเขา ประวัติศาสตร์ส่วนท้องถิ่นเหล่านี้บ่อยครั้งไม่ถูกจดจำไว้ เป็นเพียงตำนานเล่าต่อกันผ่านปากของชาวบ้าน แต่ในที่สุดหนังก็แสดงภาพขยายว่ามันกำลังจะถูกนำมา“ขาย” ด้วยคนรุ่นต่อ ๆ มาที่พยายามจะเปลี่ยนขุนยวมให้เป็นเมืองจำลองของทหารญี่ปุ่นไปเสียฉิบ ความขัดแย้งที่ผุดโผล่ขึ้นมาในตอนท้ายเรื่องจึงสะท้อนภาพการรับรู้ประวัติ ศาสตร์อันบิดเบือนไปได้อย่างทั้งน่าขันและน่าเศร้า มันสะท้อนภาพเศร้าเกี่ยวกับว่า สำหรับประวัติศาสตร์ส่วนบุคคลแล้วนอกจากจะไม่ถูกจดจำมันยังถูกบิดเบือนให้ กลายเป็นอื่น กลายเป็นเพียงแหล่งท่องเที่ยวของคนจากที่อื่น ไม่มีใครจดจำหญิงชาวบ้านที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่กินกับทหารญี่ปุ่นแล้วถูกริบ คืนสามีไปสังเวยการแพ้สงคราม หรือไม่มีใครจดจำเพลงที่ทหารญี่ปุ่นเคยสอนหญิงชาวบ้านร้องเล่นกันในคืนเดือน หงาย เพลงที่เธอก็ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร แต่ยังคงร้องเล่นได้และคงตายไปพร้อมกัน ไม่มีที่ทางสำหรับประวัติศาสตร์ของคนเล็กคนน้อยเหล่านี้แต่อย่างใด
จาก คอลัมน์ บทความ โลกศิลปะวัฒนธรรม วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น